เข้าสู่เว็บไซต์

ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

ประวัติวัดเงินและการสร้างพระ กรุวัดเงิน

มีคนอ่าน 508 คน  2009-06-06 03:16
                        ชาว รามัญหรือมอญ เดิมเป็นชนชาติผู้มีอารยธรรมอยู่ในประเทศพม่า มีประวัติความเป็นมานับพันปีมีความผูกพันกับชาวไทย มาแต่ครั้งสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เมื่อ 400 กว่า ปีมาแล้ว โดยเข้าร่วมรบกับกองทัพของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ตีทัพพม่า มีความดีความชอบเป็นอันมาก แม้พระมหาเถรคันฉ่องอันเป็นพระภิกษุมอญ ผู้ที่ช่วยชีวิตของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเอาไว้ ที่เมืองแครงก็ได้รับสถาปนาเป็นพระราชาคณะที่ "สมเด็จพระนพรัตน์" ครองวัดป่าแก้ว (วัดใหญ่ชัยมงคล)

               ใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ชาวมอญได้อพยพเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาพเป็นอันมาก ทรงพระราชทานที่ดินให้เป็นชุมชนมอญทั้งในกรุงเทพฯ ปากเกร็ด ปทุมธานี ราชบุรี กาญจนบุรี และนครเขื่อนขันธ์(พระประแดง)

               ชาว มอญชำนาญด้านการค้า ทั้งเครื่องดินเผาและสินค้าการเกษตร ไปจนถึงงานฝีมือ ส่วนนักรบมอญเองก็มีฝีมือทางการรบ เข้าอาสาทำราชการจนมีบรรดาศักดิ์เป็นอันมาก ร่วมรบในสงคราม ท่าดินแดงและสงคราม 9 ทัพ อย่างกล้าหาญ

               ชุมชน มอญที่พระประแดง นับว่าใหญ่โตกว้างขวางและเป็นปึกแผ่นแน่นหนา เป็นชุมชนที่สามารถรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีของมอญไว้ได้อย่างงดงาม แม้ประเพณีสงกรานต์มอญ หรือที่เรียกว่า "งานสงกรานต์ปากลัด" ก็ยังคงสืบทอดและเป็นที่รู้จักของชาวไทยทั่วประเทศมาจนทุกวันนี้

               แม้ในพม่ารัฐบาลทหารจะถือว่ามอญเป็นชนกลุ่มน้อย แต่ในเมืองไทยนั้นชาวมอญหรือที่เรียกว่า "คนไทยเชื้อสายมอญ" คือ ผู้ที่มีความสำคัญอยู่ไม่น้อย

100 กว่า ปีมาแล้ว ขุมชนที่ตำบลบางกอบัว มีเศรษฐีสองคนผัวเมีย ทำมาค้าขายจนมีฐานะดี แต่ไร้ทายาทสืบทอดสกุล จึงมาปรากฏว่า เมื่อเราทั้งสองไม่มีผู้สืบสกุล อายุก็มากแล้วควรจำนำทรัพย์สมบัติของเราฝากไว้ในพระพุทธศาสนา เกลือกว่าในชาติหน้าจักได้ดำรงมนุษยสมบัติพร้อมบริวารและทายาทสืบไป

              สอง สามีภรรยาจึงแจวเรือข้ามมาฝั่งตรงข้าม อันเป็นเขตเรือกสวยอันสงบ จึงติดต่อขอซื้อที่ดินเพื่อสร้างวัด เจ้าของที่ดินเห็นว่าดีมีประโยชน์จึงขายให้ สองสามีภรรยาจึงสร้างวัดขึ้นจนสำเร็จและได้ให้นามวัดว่า "วัดเงิน"

                ตามประเพณีของรามัญ เมื่อสร้างวัดและโบสถ์ตลอดจนขอพระราชทาน "วิสุงคามสีมา" แล้ว ต้องสร้างเจดีย์ทรงจอมแห (เจดีย์มอญแบบมัณทะเล) เอาไว้ จึงเป็นปฐมเหตุของเจดีย์ใหญ่ในวัด   เมื่อ สร้างเจดีย์แล้ว ตามคตินิยมต้องสร้างพระไว้สืบอายุพระพุทธศาสนา จึงมีการสร้างพระขึ้นเพื่อบรรจุไว้ในเจดีย์ จากนั้นทุกอย่างก็ผันแปรไปตามกาลเวลา จนเกิดวัดข้างเคียงขึ้นโดยคหบดีชาวไทย ชื่อ "วัดทอง" เป็นที่สักการะของชาวไทยและมอญตลอดมา

                ประมาณปีพุทธศักราช 2460 เกิด พายุฝนฟ้าคะนอง เรือบรรทุกข้าวเปลือกจะไปส่งโรงสีที่พระประแดงที่โยงกันมา เกิดอุบัติเหตุหลุดจากพวง กระแสลมและน้ำพัดเอาเรือบรรทุกข้าวเปลือก ชนกระแทกกับพระเจดีย์ที่อยู่ริมน้ำจนเกิดรอยปริร้าวและชำรุดเป็นรูใหญ่ พระผงสีขาวทะลักออกมาเป็นจำนวนมาก  ทาง วัดเงินได้รับการชดใช้ค่าเสียหาย จึงบูรณะเจดีย์ใหม่ นำพระบรรจุกลับเข้าไป และสร้างเขื่อนกันกระแทกขึ้น เรื่องจึงยุติลง ทว่าชะตาวัดเงินยังไม่พ้นเคราะห์ รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้สั่งให้สำรวจสถานที่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อจัดสร้างท่าเทียบเรือ สินค้าและสำนักงานศุลกากร ให้เป็นมาตรฐานสากล คณสำรวจปักหมุดแดงลงบนพื้นที่ธรณีสงฆ์ของวัดเงินและวัดทองเป็นเขตเวนคืน ที่ดิน

               พุทธศักราช 2490 พ. ร.บ. เวนคืนที่ดินประกาศใช้บังคับ กรรมการศาสนาประสานงานถอนวิสุงคามสีมาให้หมดสภาพวัด ให้รื้อถอนสิ่งก่อสร้าง เพื่อมอบให้รัฐบาลดำเนินการสร้างท่าเรือ วัดเงินย้ายไปอยู่ตรอกวัดจันทน์ เปลี่ยนนามใหม่ว่า "วัดไผ่เงิน" ส่วนวัดทองย้ายไปอยู่ริมถนนสุขุมวิท เรียกว่า "วัดธาตุทอง"

             ใน ระหว่างการรื้อถอนสิ่งก่อสร้างในวัดเงิน เมื่อรื้อพระเจดีย์พบกรุพระจำนวนมหาศาลมีหลายหลากมากพิมพ์ ทางวัดได้นำออกมาให้บูชาเพื่อสมทบทุนโยกย้ายวัด จึงเป็นเหตุให้มีการแพร่หลายของพระกรุวัดเงินคลองเตย

               จากประวัติที่ทางวัดได้พิมพ์เผยแพร่ปรากฏข้อความตอนหนึ่งว่า
" วัด เงิน" เป็นวัดที่ผู้สร้างวัดเป็นเศรษฐีผู้ร่ำรวย เป็นชายไทยเชื้อสายมอญจากฝั่งบางกอบัวเจดีย์และพระที่พบในพระเจดีย์ จึงเป็นของแต่ครั้งสร้างวัด เมื่อ 80 กว่าปีก่อนเป็นแน่"

                 พระ วัดเงินคลองเตย เป็นพระเนื้อผงวิเศษผสมผงปูนหอย ไม่มีมวลสารอื่นใดนอกจากตังอั๊วและวัสดุโยงยืดบางอย่าง ที่นักเลงพระหลายท่านลงความเห็นว่า เป็นเม็ดขนุนนำมาต้มให้หนืดแล้วเอาแต่เนื้อมาโขลผสมกับผงวิเศษให้เนื้อนุ่ม และแกร่ง

                 มีคราบหินปูนอันเกิดจากแคลเซียมและปฏิกิริยาทาเคมีของเนื้อพระ กับความร้อนความเย็นและไอระเหยของกรดที่อยู่ในพระเจดีย์ที่เรียกว่า "คราบฟองเต้าหู้" ลักษณะ คราบฟองเต้าหู้ของวัดพระเงินคลองเตยคล้ายกับคราบฟองเต้าหู้ของพระสมเด็จบาง ขุนพรหมกรุใหม่ เปิดกรุเมื่อ พ.ศ. 2500 จนถือเป็นทฤษฏีว่า หากดูคราบกรุวัดเงินคลองเตยได้ ก็ดูคราบกรุบางขุนพรหมกรุใหม่ได้เช่นกัน

                พระ วัดเงินคลองเตยมีพระพุทธคุณตามนามวัด คือ "เงิน" ผู้สวมใส่ติดตัวจะอุดมด้วยลาภผลและทรัพย์สินเงินทอง พ่อค้าแม่ค้าแถวตลาดคลองเตยนิยมแขวนกันมาก และยังมีแคล้วคลาด เช่น รถบรรทุกแม่ค้าผักย่านคลองเตยคว่ำเทกระจาด บาดเจ็บและตาบหลายคน แต่แม่ค้าที่แขวนพระเงินคลองเตยกับมีแค่รอยฟกช้ำตามสมควรเท่านั้น

                ปัจจุบัน วัดพระเงินคลองเตย ได้รับความนิยมสูง โดยเฉพาะพิมพ์พิเศษหรือพิมพ์สังกัจจายน์ราคาเป็นแสน แต่บางพิมพ์ก็พอหาได้ในหลักพันกลางถึงปลายเท่านั้น

ประวัติพระกรุวัดเงินคลองเตย

                ตำนานที่เล่าขาน พระวัดเงิน คลองเตย มีการสร้าง 2 ครั้ง
ครั้งแรกโดยคหบดีชาวรามัญ ครั้งหลังในช่วงรัชสมัย ร.4 ถึง ร.5
ศิลปสกุลช่าง ช่างราษฎร์ ยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น
อายุการสร้าง จากข้อสันนิษฐานที่กล่าวมา พบว่าพระที่สร้างในช่วงแรก
สร้างหลังจากที่สร้างวัดไม่นานคือประมาณปีพ.ศ.2300 - 2335
โดยสร้างไปแจกไป และส่วนหนึ่งบรรจุในเจดีย์ พระเครื่องชุดนี้จะมีขนาดใหญ่
เนื้อหามวลสารแน่น เห็นผงเกสรลอยชัดเจน
ส่วนพระชุดหลังสันนิษฐานว่าสร้างสมทบตามหลักพระพุทธศาสนา และบรรจุลงในเจดีย์
เมื่อราว พ.ศ. 2437 ครั้นปีพ.ศ.2488 - พ.ศ. 2490 ทางการทำการรื้อ
วัดหน้าธาตุ ,วัดทองและวัดเงิน เพื่อทำท่าเรือคลองเตย จึงได้พบพระประเภทนี้
จำนวนมากมายในเจดีย์วัดเงิน
องค์ประกอบพระ เป็นพระแก่ปูน ผสมว่านเกสรดอกไม้
ลักษณะวรรณะพระ เป็นพระผงเนื้อสีขาว พระที่พบที่มีขนาดใหญ่ที่สันนิษฐานว่าสร้างก่อนนั้นจะ
มีเนื้อค่อนข้างจัด แน่นตัว มีผงเกสรลอยตัวให้
เห็นส่วนพระเครื่องที่นิยมกันในปัจจุบัน จะเป็นพระแก่ปูน มีผงเกสรผสมน้อย
น้ำหนักเบา มีคราบกรุปกคลุม บางองค์ที่แตกปะทุเป็นฟองเต้าหู้
พุทธลักษณะ เป็นพระปางสมาธิก็มี ขัดเพชรก็มี ปางพระมารวิชัยก็มี ฯลฯ อยู่ในกรอบแบบต่าง ๆ หลายลักษณะ
จำแนกพิมพ์ พระวัดเงินคลองเตยมีด้วยกันหลายพิมพ์ ดังนี้
1.พระพิมพ์สังกัจจายน์ (ไม่มีหู,มีหู)
2.พระพิมพ์หน้าฤๅษี (หน้าวัว, ตาไฟ)
3.พระพิมพ์ซุ้มกอฐานสูง
4.พระพิมพ์สังฆาฏิ
5.พระพิมพ์ซุ้มกอฐานเตี้ย
6.พระพิมพ์พระคง(หน้าซาลาเปา)
7.พระพิมพ์พระคง(หน้ารัศมี)
8.พระพิมพ์ห้าเหลี่ยม มารวิชัย
9.พระพิมพ์เล็บมือ มารวิชัย
10.พระพิมพ์เล็บมือ สมาธิ
11.พระพิมพ์ป่าเลไลยก์
12.พระพิมพ์ประธาน เป็นต้น
13.พิมพ์เปิดโลก(พระร่วงทิ้งดิ่ง)

เพิ่มเติมที่่  www.jk-pra.com
แบ่งปัน รายงาน

ความคิดเห็น ความคิดเห็น (0 ความคิดเห็น)

ระบายสี